แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กูย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กูย แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข่า,กูย,กูยบรู ในจ.อุบลราชธานี


ข่า,กูย,กูยบรู ในจ.อุบลราชธานี    
ปัจจุบันจังหวัดอุบลราชธานียังคงมีชนเผ่าพื้นเมืองเดิมในสายวัฒนธรรมมอญ-เขมร คือ ชนเผ่าข่า (บรู)   ชาวอีสานเรียกพวกที่อยู่ในป่าและใกล้ภูเขาว่า "ข่า" เป็นคำเรียกรวมๆ แต่เขาเรียกตนเองว่า "บลู" หรือ "บรู" ซึ่งแปลว่าภูเขา หรือคนที่อยู่ในป่าใกล้เขานั่นเอง ชนกลุ่มนี้มักอาศัยอยู่ตามป่าเขา ตามแนวริ่มฝั่งแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว  มีภาษาบรูเป็นภาษาพูดของตน (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : 17)
ชาวบรูเป็นชนเผ่าที่อพยพเข้ามาจากประเทศลาว  และมีชาวส่วยส่วนน้อยอาศัยอยู่ด้วยกัน  ทั้งนี้อพยพมาจากบ้านหนองเม็ก  (ชาวป่าที่อพยพเร่ร่อน ทำไร่  และเลี้ยงสัตว์ตามป่าเขา  ที่สูง ) บ้านลาดเสือ  (ชาวที่ราบอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำโขง) และบ้านเวินขัน (บ้านใหม่ตั้งระหว่างสองหมู่บ้าน)    เนื่องจากถูกกดขี่และให้ทำงานหนัก อีกทั้งยังต้องเสียภาษีให้ฝรั่งเศส จึงอพยพข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ทางฝั่งไทยตามริมแม่น้ำโขง เช่น ที่บ้านเวินบึก บ้านท่าล้ง และบ้านหนองครก อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ ตอนแรกอพยพมาอยู่ที่บ้านท่าล้งที่ขึ้นไปทางเหนือ  และบ้านหินครก (บริเวณทางเข้าหมู่บ้านเวินบึกในปัจจุบัน) แต่เนื่องจากมีกรณีลักขโมยวัวควายของชาวบ้าน  ทางราชการจึงให้ราษฎรบริเวณบ้านหินครก  มาตั้งหมู่บ้านใหม่ที่บ้านเวินบึก

ซิ่นจก ของไทข่า หรือ มอย ในลาวเหนือและเวียดนาม
http://www.isan.clubs.chula.ac.th/

ชนเผ่าบรูหรือข่านี้  นับถือผีสาง มีทั้งผีประจำตัว ประจำครอบครัว  ประจำตระกูล  ประจำคุ้ม และประจำหมู่บ้าน  ซึ่งความสำคัญลดหลั่นตามฐานะของผี  เป็นเผ่าที่จารีตแปลกไปจากกลุ่มอื่น  เช่น ถ้ามีลูกชายเมื่อไปขอหญิงแต่งงานเป็นสะใภ้  ย่อมไม่ให้สะใภ้ขึ้นบนบ้านของย่า (แม่ของสามี)ตลอดชีวิต  ทั้งไม่ให้ใช้เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกัน  เช่น กระจก หวี น้ำมันแต่งผม แป้ง ฯลฯ นอกจากนั้นความเชื่อทางไสยศาสตร์เกี่ยวกับภูติผีประจำตัว  และบ้านมีบันได 2 ทาง คือ  ขึ้นด้านหนึ่งแล้วไปลงอีกด้านหนึ่ง  ส่วนการไปแอ่วสาวบนบ้านของสาว  หากขึ้นบันไดไม่ถูกด้านแล้ว  อาจต้องทนคุยกับพ่อแม่ของสาวตลอดคืนแทนที่จะได้คุยกับสาวตามปรารถนาเป็นต้น (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544 : 286 ; ศูนย์ข้อมูลสำนักศิลปะและวัฒนธรรมอำเภอราชธานี)

บรู เป็นชื่อกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศไทย มีเฉพาะใน จ.อุบลราชธานี และเป็นชื่อเรียกภาษาอีกด้วย
ข่าบรู มิใช่ข่า แต่เป็นกูยกลุ่มหนึ่ง
บรู หรือข่าบรู  ถ้าเอาจริงๆ แล้ว 
เป็นกูยกลุ่มหนึ่งชาวบรูจริงๆไม่ใช่ข่า
ถ้าจะเรียกให้ถูก ควรเรียกว่า "กวยมะไฮ"
คนบรูถือว่าตัวเองมาสถานะสูงกว่าพวกข่าทั่วไปไม่ว่าจะเป็นข่าระแงะ ข้ากระเซ็ง
บรู อยู่ ในคนกูย 5 กลุ่มของไทยครับ ซึ่งมีดังนี้
1.กวยมะไฮ(บรู)
2.กูยมลอ
3.กวยมะลั่ว
4.กูยอาจีง(กูยช้าง)

5.กูยเยอ(คนเยอ)

ภาษาบรูจัดอยู่ในกลุ่มมอญ-เขมรเช่นเดียวกับภาษากูย (หรือส่วย) ดังนั้น ภาษาบรูจึงคล้ายกับส่วยหรือ
กูยมาก โดยเฉพาะศัพท์ต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้เหมือนกันแต่แตกต่างกันในการผสมคำ (ม.มหิดลกับสถาบันราชภัฎอุบลราชธานีได้ศึกษาไว้)  
ภาษาบรูมีเฉพาะภาษาพูดเท่านั้น  ไม่มีภาษาเขียน  การออกเสียงเป็นลักษณะเฉพาะเช่น “ร” นิยมออกเสียงในระดับต่ำกว่า ร ภาษาไทย  ตัวพยัญชนะ “ต”และ “ท”  ใช้ร่วมกันเพียงตัวเดียวโดยออกเสียงเป็นเสียงกลางๆระหว่างพยัญชนะทั้งสองเช่นเดียวกับ “ก”และ “ค” เป็นต้น  เช่น
ศรีษะ (เปรอ)         ฟัน (กะแนง)            ตา (มั๊ด)            เท้า (อาเยิง)
มือ (อาเตย)          ปาก (แป๊ะ)              ควาย (ตะเรี๊ยะ)     หมู (อะลี้)
คนลาว (เลียว)        เกลือ (บอย)            น้ำ (เด่อะ)          ข้าว (โด็ย)
ข้าวเหนียว (โด๊ยดิ๊บ)  ข้าวจ้าว (โด๊ยกะซาย)   เรือ (ทั๊วะ)          ฯลฯ
ส่วนการนับเลข  ไม่มีเลข 0 ในการนับ เช่น
1 (มวย)          2 (บารร)               3 (ไป)                4 (โปน)
5 (เซิง)           6 (ตะปรั๊ด)            7 (ตะปูลล)            8 (ตะกวลล)
9 (ตะเก๊ะ)        10 (มันจิ๊ด)            11 (มันจิ๊ดละมวย)    12 (มันจิ๊ดละบารร)
20 (บารรละจิ๊ด)  21 (บารรจิ๊ดละมวย)   22 (บารรจิ๊ดละบารร) 100 (มวยกะแซ)
1,000 (มันจิ๊ดกะแซ)      10,000 (มันจิ๊ดมันจิ๊ดกะแซ)
ภาษาบรูนับวันจะสูญสลายไปด้วยเหตุที่เด็กรุ่นใหม่นิยมพูดภาษาไทยอีสาน (สำเนียงลาวอุบลราชธานี) ปัจจุบันเหลือหมู่บ้านที่พูดภาษาบรูอยู่ 2 แห่งคือ บ้านท่าล้ง หมู่ 5 ต.ห้วยไผ่ และบ้านเวินบึก หมู่ที่ 8 ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม
ขอบคุณ : http://www.klonthaiclub.com/index.php?topic=19784.0
14 พ.ย. 2006 10:55น.

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กูย ผู้ก่อตั้งเมืองสุรินทร์

กูย ผู้ก่อตั้งเมืองสุรินทร์

ภาพจาก:http://isanthailand.blogspot.com/
     รัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ (พ.ศ ๒๓๐๑-๒๓๑๐) และในปี ๒๓๐๒ พระยาช้างเผือกแตกโรงออกจากกรุงออกไปอยู่ในป่าดงทางตะวันตกแขวงเมืองจำปาศักดิ์ มีผู้นำชาวกูย ๕ คน ให้ความช่วยเหลือข้าหลวงจากอยุธยา ในการติดตามเอาตัวช้างเผือกกลับคืนเมืองหลวงได้ จึงได้รับการตอบแทนความดีความชอบจึงได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าว คือให้ ตากะจะ เป็นหลวงสุวรรณ เชียงขัน เป็นหลวงปราบ เชียงฆะ เป็นหลวงเพชร  เชียงปุ่ม เป็นหลวงสุรินทรภักดี เชียงลี เป็นหลวงศรีนครเตา

ช้างป่าเอเชียพันธ์ที่ชาวกูยมีความเชี่ยวชาญในการนำมาฝึกหัดเพื่อใช้งาน

                  ผู้นำชาวกูยได้ทำราชการขึ้นอยู่กับเมืองพิมาย มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ นำช้าง, ม้า,แก่นสน,ยางสน,ปีกนก,นอรมาด,งาช้าง, ขี้ผึ้ง สิ่งของดังกล่าวเรียกว่า “ส่วย” โดยนำไปส่ง ณ กรุงศรีอยุธยา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในเวลาต่อมาโดยตั้งให้ หลวงสุวรรณ (ตากะจะ) เป็นพระไกรภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมือง ยกบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมดงลำดวน เป็นเมืองขุขันธ์ ให้หลวงเพชร (เชียงฆะ) เป็นพระสังฆะบุรีศรีนครวัด เจ้าเมืองบ้านโคกอัดจะ (บ้านดงยาง) เป็นบ้านสังฆะ ให้หลวงสุรินทรภักดี (เชียงปุ่ม) เป็นพระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เจ้าเมือง ตั้งบ้านคูประทายสมัน (คือเมืองสุรินทร์) ให้หลวงศรีนครเตา (เชียงสี หรือ ตาพ่อควาน) เป็นพระศรีนครเตาเจ้าเมือง ยกบ้านกุดหวาย (หรือบ้านเมืองเตา) เป็นเมืองรัตนบุรี ขึ้นกับเมืองพิมาย
ขอบคุณ: http://www.surinrelations.org
              :http://th.wikipedia.org/wiki/

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ชนชาติกูย

ประวัติความเป็นมาชนเผ่ากูย      
           ชนเผ่ากุยหรือส่วย กลุ่มคนชนเผ่าส่วย(กูย) ที่มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ในบ้านเคาะโดยพื้นเพบรรพบุรุษของคนเผ่าส่วยสันนิษฐานว่า มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ทางทิศตะวันตกของอีกหมู่บ้านหนึ่งชื่อหมู่บ้านตาฮีงซึ่ ง หมู่บ้านนี้มีชื่อเรียกเดิมว่า อาแดะ(บ้านหม้อ) ที่เรียกชื่อว่า อาแดะ เพราะผู้คนในหมู่บ้านโดยมากมีอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผาโดยส่วนมาก ( " แต่หมู่บ้านแห่งนี้ได้หายสาบสูญไปแล้ว") ซึ่งมีหลักฐานหลงเหลืออยู่บ้าง เป็นงานปั้นเครื่องปั้นดินเผ่าที่ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่ทำเกษตรกรรมในบริเวณนั้นได้ขุดพบ
ประเพณีแห่นาคของชาวกูย

           ชาวกูย (Kui),  ชาวกูย  (Kui), กวย (Kuoy), ส่วย (Suay)  ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก สาขากะตูอิค อพยพเข้าประเทศไทย ครั้งใหญ่ในสมัยปลายอยุธยา (พ.ศ.๒๒๔๕-๒๓๒๖) ชาวกูยมีถิ่นเดิมอยู่บริเวณตอนเหนือของเมืองกำปงธม ประเทศกัมพูชา ชาวกูย เคยเป็นรัฐอิสระ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เคยส่งทูตมาค้าขายกับอยุธยาและเคยช่วยกษัตริย์ เขมรปราบขบถ  ต่อมาเขมรได้ใช้อำนาจทางทหารปราบชาวกูย และผนวกอาณาจักรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขมร ชาวกูยชอบการอพยพ เพื่อแสวงหาที่ดินอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูก ชาวกูยอพยพขึ้นเหนือเข้าสู่เมืองอัตตะบือ-แสนแป จำปาศักดิ์ และปัจจุบันพบชาวกูยในจังหวัดบุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ สาละวัน ทางตอนใต้ของลาวและอพยพข้ามลำน้ำโขงเข้าสู่ภาคอีสาน ทางด้าน แก่งสะพือ อ.โขงเจียม
            หลังจากนั้นลูกหลานชาวกูยแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือน ชาวกูยที่อพยพมา มีหัวหน้าของตัวเอง คนไทยเรียกชาวกูยว่า “เขมรป่าดง” แต่ “ชาวกูย”เรียกเรียกตัวองว่า กุย หรือ โกย ซึ่งแปลว่า “คน”ส่วนคำว่า "ส่วย"นั้น ชาวกูยเองไม่ค่อยยอมรับชื่อนี้
            ปัจจุบันพบชาวกูยในจังหวัดบุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครราชสีมา มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษและ สุพรรณบุรี) ส่วนใหญ่ชาวกูยในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานปนอยู่กับชาวเขมรสูง และชาวลาวทำให้ชาวกูยถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เขมรสูงและลาว
ลักษณะบ้านของชาวกูย

             ลักษณะบ้านของชาวกูย  มีลักษณะใต้ถุนสูงด้านหน้าเอาไว้เลี้ยงช้าง ใต้ถุนใช้เป็นที่วางหูก ทอผ้าวางกระด้งไหม และวัสดุเครื่องใช้สานด้วยหวายหรือไม้ไผ่ ชาวกูยบางบ้านจะแบ่งส่วนหนึ่งที่ติดตัวบ้านเป็นยุ้งข้าว บางบ้านสร้างแยกต่างหาก ชนเผ่ากูยจะเลือกตั้งบ้าน เรือนอยู่ตามไหล่เขาสูงที่มีน้ำห้วยไหลผ่าน ไม่นิยมอาศัยอยู่ในเขตที่ราบ ลักษณะของบ้านเป็นเรือนแบบชั่วคราว ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ยกพื้นสูงจากพื้นดินราว 1.0  –1.5 เมตร เสาเรือนมีขนาดเล็กทำด้วยไม้จริง มีห้องนอน 3 -4 ห้อง แยกห้องนอนชาย – หญิง สามี – ภรรยา จะนอนแยกกันคนละห้อง แต่จะมีประตูเปิดเชื่อมติดต่อกันได้หลังคาบ้านมุงด้วยใบหวาย ใบก้อหรือไม้เฮียะ (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) มาสับเป็นฟากมุงหลังคา ฝาและพื้นบ้านทำด้วยฟาก ตัวเรือนมีประตูเข้า 1 ประตู ครัวไฟอยู่ในเรือนจะเก็บสิ่งของเครื่องใช้ไว้ในเรือน เบื้องหัวนอนมีหิ้งผีเรือน ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปเตะต้อง ถ้าฝ่าฝืนจะถือว่าผิดจารีตอย่างหนักจะต้องถูกปรับไหมและฆ่าหมูเซ่นเลี้ยงขอ ขมาผีเรือน
ขอบคุณ :http://num-gm51.blogspot.com/
              : http://www.gi.bru.ac.th/gis/dr/files/16/10.pdf
              :