ประเพณีแห่นาคของชาวกูย

ประเพณีบวชนาคช้างของชาว ต.กระโพ ปฏิบัติสืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคนตั้งแต่ครั้งโบราณ โดยชาวบ้านเชื่อว่า จะเกิดบุญทานบารมีอย่างใหญ่หลวงแก่ญาติตระกูล และยังเป็นการช่วยหนุนส่งให้พ่อแม่ญาติมิตรที่มาช่วยงานได้เกาะผ้ากาสาวพัตร์ ของนาคขึ้นสู่สรวงสวรรค์เร็วและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะชาวบ้านเชื่อว่าช้างคือพาหนะของเทวดาหรือพระอินทร์

ชาวกูย (Kui)

ชาวกูย (Kui), ชาวกูย (Kui), กวย (Kuoy), ส่วย (Suay) ตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก สาขากะตูอิค อพยพเข้าประเทศไทย ครั้งใหญ่ในสมัยปลายอยุธยา (พ.ศ.๒๒๔๕-๒๓๒๖) ชาวกูยมีถิ่นเดิมอยู่บริเวณตอนเหนือของเมืองกำปงธม ประเทศกัมพูชา ชาวกูย เคยเป็นรัฐอิสระ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐

กูย,โกย หรือส่วย แปลว่า คน

ชาวส่วยเรียกตัวเองว่า กูย,โกย หรือส่วย แปลว่า "คน" ใช้ภาษา "กูย" เป็นเอกลักษณ์ในการสื่อสาร ชาวกูยนับถือศาสนาพุทธผสมและเชื่อเรืองภูตผีปีศาจ เจ้าที่

This is default featured post 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.This theme is Bloggerized by Lasantha Bandara - Premiumbloggertemplates.com.

ช้างอินเลิฟ

เพศผู้จะเริ่มต้นการเกี้ยวพาราสีและเพศเมียจะเพิกเฉยต่อมันเป็นเวลาหลายนาที จากนั้นช้างเพศผู้จะหยุดและเริ่มเกี้ยวอีกครั้ง ช้างจะแสดงท่าทางความรักใคร่ อย่างเช่น การดุนด้วยจมูก การคล้องงวง และการวางงวงของตนไว้ในปากของอีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงการเกี้ยวพาราสีอาจกินเวลานาน 20-30 นาที

Saturday, January 28, 2012

พิธีซัตเต และจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง

พิธีซัตเต และจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง

  วันที่ 24 มกราคม 2555 ที่ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ นายอุดม สมรส ปลัดจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงาน " จดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง " ประจำปี 2555 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ศูนย์คชศึกษาหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ต. กระโพ อ. ท่าตูม จ. สุรินทร์ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 โดยจังหวัดสุรินทร์ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย องค์การบริหารจังหวัดสุรินทร์ และองค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ จัดขึ้นซึ่งเป็นการแต่งงานตามประเพณีแต่งงานของชุมชนชาวกูยโบราณ หรือเรียกตามภาษากูยว่า ซัตเต และพิธีจดทะเบียนสมรสบนหลังช้าง ซึ่งจัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก โดยจะเปิดโอกาสให้คู่บ่าวสาว ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่ต้องการเข้าร่วมประเพณีแต่งงานแบบชาวกูยโบราณหรือ ซัตเต และร่วมจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างที่มีหนึ่งเดียวในโลก และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ สำหรับปีนี้ได้เปิดรับสมัครคู่บ่าวสาวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเข้าร่วมในพิธีจำนวนกว่า 55 คู่ จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนคู่บ่าวสาวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศสมัครเข้าร่วมในพิธีดังกล่าวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สนใจสมัครได้ที่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ หรือ ที่ว่าการอำเภอท่าตูม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่องค์กากรบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ โทร. 0-4451-1599 



Picture
Hotels
Class
Location
Price





Hotel Petchkasem Grand Surin
Hotel Petchkasem Grand Surin

Surin City
23 USD





Maneerote Hotel Surin
Maneerote Hotel Surin

Surin City
13 USD





Surin Majestic Hotel
Surin Majestic Hotel

Surin City
24 USD





Thong Tarin Hotel Surin
Thong Tarin Hotel Surin

Surin City
24 USD




Saturday, December 24, 2011

กูย (ส่วย) ในจังหวัดพิจิตร

กูย (ส่วย) ในจังหวัดพิจิตร
     กูย (ส่วย) ในจังหวัดพิจิตรย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวัดสุรินทร์ และบุรีรัมย์ เนื่องจากฝนแล้ง โดยเข้ามาถางป่าจับจองที่ซึ่งยังไม่มีใครเป็นเจ้าของในเขตตำบลบึงบัว อำเภอสามง่าม หาเลี้ยงชีพด้วยการเผาถ่านและรับจ้างตัดอ้อย เมื่อได้เงินจะนำมาเช่าควายเพื่อทำนา ปัจจุบันกูยในจังหวัดพิจิตร ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ชุมชนบ้านยางตะพายตำบลบึงบัว อำเภอวชิรบารมี
วัฒนธรรมและประเพณี
     ประวัติศาสตร์ชนชาวกูย มีบทบาทสำคัญยิ่งในบริเวณอีสานใต้ ลาวใต้และกัมพูชาตอนบน มีความเป็นมาและมีการพัฒนาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ผสมกลมกลืนกับชาวเขมร ลาว ไทย มาตลอด ชาวกูยในประเทศไทยตั้งถิ่นฐานปนอยู่กับชาวเขมรสูง และชาวลาว ทำให้กูยถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเขมรสูงและลาวซึ่งพอสรุปเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้
ด้านบ้านเรือนที่อยู่อาศัย
แต่เดิมบ้านของชาวกูยมีลักษณะใต้ถุนสูง ด้านหน้าเอาไว้เลี้ยงช้าง ใต้ถุนใช้เป็นที่ฟืมทอผ้า กระด้งไหม วัสดุเครื่องใช้สานด้วยหวายหรือไม้ไผ่ บางบ้านจะแบ่งส่วนหนึ่งที่ติดตัวบ้านเป็นยุ้งข้าว บางบ้านสร้างแยกต่างหาก

ด้านการแต่งกาย
     การแต่งกายชุดพื้นเมืองของชาวกูย (ส่วย) ในจังหวัดพิจิตร
ชาย จะใสโสร่งหรือกางเกงขาก๊วย สีคราม หรือสีดำ เสื้อผ้าฝ้าย เช่นเดียวกับเขมร มีผ้าขาวมาคาดเอวหรือโพกหัว
หญิง นุ่งผ้าซิ่นทอเอง ส่วนมากเป็นผ้าไหม เสื้อผ้าฝ้ายแขนกระบอกสีดำ
ปัจจุบันชายใส่กางเกงขายาวและเสื้อตามสมัยนิยมส่วนหญิงนุ่งผ้าซิ่นไหมสวมเสื้อตามสมัยนิยม เครื่องประดับประจำกลุ่ม เครื่องเงิน เช่น สร้อย กำไลข้อมือ
ด้านภาษา
กูย หรือ กวย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่จัดอยู่ในกลุ่มที่พูดภาษา “ ออสโตรเอเชียติก ” ซึ่งมีเฉพาะภาษาพูดแต่ไม่มีภาษาเขียน เรียกกันว่า “ ข่า ส่วย หรือกวย ” ซึ่งมีวัฒนธรรมด้านภาษาอยู่ในกลุ่มเดียวกันภาษากูยหลายคำ เมื่อรวมเข้ากับภาษาเขมรจะมีรากศัพท์ใกล้เคียงกับภาษาพูดของชาว “ ไทโส้ ” ที่อาศัยอยู่ในอำเภอ กุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร ดังจะเปรียบทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างภาษาพูดของไทย เขมร ลาว ส่วย แยกตามหมวดหมู่ดังนี้

หมวดร่างกาย
ไทย                                        เขมร                                      ลาว                                        ส่วย
แขน                                       ได                                           แขน                                       แบง
ขา                                           จึง                                           ขา                                           ควง
จมูก                                        จะเมาะ                                  ดั่ง                                           มุ  ฯลฯ
หมวดสัตว์
ควาย                                       กะเบ้ย                                    ควย                                         กวี
วัว                                           โค                                           งัว                                           โฆ
ปลา                                        เตรย                                       ปา                                           อากา  ฯลฯ
หมวดผลไม้
ส้ม                                          โกรด                                      บักส่ม                                     ไปรโซม
กล้วย                                      เจก                                          ก้วย                                         ปรีด
มะม่วง                                   สะวาย                                    บักหม่วง                                ไปรของ  ฯลฯ
หมวดเครื่องใช้
หวี                                          กร๊ะ                                        หวี                                          กรา
แป้ง                                        อันเซา                                    แป้ง                                        ปง
ผ้าห่ม                                     โพย                                        ผ่าห่ม                                     ฉิกนุม  ฯลฯ
ตัวอย่างภาษาพูดของกูย (ส่วย)
ภาษาพูด                                แม๊ะ,นุ                                    แปลว่า                                   แม่,พ่อ
ภาษาพูด                                แม๊ะเฒ่า,นุเฒ่า                      แปลว่า                                   ยาย,ตา
ภาษาพูด                                นูโกน,แม๊ะโกน                   แปลว่า                                   ปู่,ย่า  ฯลฯ
ด้านการกินอยู่ (อาหาร)
อาหารที่นิยมรับประทานกันในกลุ่มชนส่วย ได้แก่

    ปลาจ่อม
    แจ่ว (น้ำพริก)
    แกงเปอะ
    แกงเผือก
    ขนมบัวลอย
    ข้าวต้มมัดตักใต้

ด้านความเชื่อและศาสนา
หนึ่งในความเชื่อของชาวกูย (ส่วย) ในชุมชนยางตะพาย ตำบลบึงบัว อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ยังนับถือเจ้าพ่อปู่ดำ ซึ่งเชื่อว่า เจ้าพ่อปู่ดำช่วยในเรื่องทำสิ่งใดให้ราบรื่น โดยจะทำเซ่นพิธีไหว้ปีละ ๒ ครั้ง ในเดือน ๓ วันพุธแรกของเดือน โดยเซ่นไหว้ด้วยข้าวสุก ไก่ตม ๑ ตัว เหล้า ๑ ขวด หมากพลู ๒ คำ ยาเส้น ๒ ม้วน และเดือน ๖ วันพุธแรกของเดือน เลี้ยงด้วยข้าวเปลือก แทนข้าวสุก นอกนั้นเหมือนเดือน ๓

ด้านคติชนวิทยา (เรื่องราวที่เล่า สืบทอดต่อๆ กันมา)
เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านยางตะพาย เดิมบริเวณหมู่บ้านนี้ชาวบ้านเรียกว่า หนองพักเกวียนทอง แต่เดิมที่บ้านยางตะพายมีต้นยางขึ้นอยู่มากมายมีชาวบ้านจากบุรีรัมย์และสุรินทร์ อพยพมาถากถางป่าจับจองที่ และตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๖ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งพากันเดินทางไปตักน้ำมันยางจากต้นยางในป่าบริเวณหนองพักเกวียนทอง ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์ท้องแก่ใกล้คลอดเกิดเจ็บท้องและคลอดลูกในป่ายาง สามีจึงนำผ้าขาวม้าที่นำติดตัวมาสะพายลูกและน้ำมันยางกลับบ้าน ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อที่แห่งนั้นว่า บ้านดงยางสะพาย ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็น ยางตะพาย และเรียกสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
ด้านประเพณีและพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิต

    พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด
    พิธีกรรมสู่ขวัญคนเจ็บป่วย
    พิธีกรรมขอขมาคนป่วยใกล้ตาย
    พิธีกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน
    พิธีกรรม “แกลมอ”
    ประเพณีการสู่ขอ
    ประเพณีการแต่งงาน
    ประเพณีการขึ้นบ้านใหม่

ประเพณี เทศกาลการละเล่นประจำท้องถิ่น

    ประเพณีถวดแท่น (ทอดกฐิน)
    เทศกาลสงกรานต์
    การละเล่นพื้นบ้าน

ด้านอาชีพและเครื่องมือเครื่องใช้
อาชีพของส่วยที่ชุมชนบ้านยางตะพาย ตำบลบึงบัว อำเภอวชิรบารมี ส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำนา ทำสวน เครื่องมือเครื่องใช้ส่วนใหญ่ที่ยังคงประดิษฐ์ขึ้นเองจะมีอยู่น้อยมากและยังคงเหลือให้เห็นอยู่เป็นบางชิ้น เช่น

    กระตะ
    ครุ
    อะกรอะ
    อะตะโยน
    ต่องแพละ

ที่มา: หนังสือ ๑๐ ชาติพันธุ์ในจังหวัดพิจิตร  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร

กูยบ้านตรึม อ.ศีขรภูมิ

กูยบ้านตรึม อ.ศีขรภูมิ
บ้านตรึม อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ จากบันทึกการเดินทางในลาวภาคสอง พ.ศ. ๒๔๔๐ ของเอเตียน แอร์มอนิเยร์ นักสำรวจชาวฟรั่งเศษที่เดินทางเข้ามาสำรวจหาศิลาจารึกในภาคอีสานขณะนั้นบันทึกว่า "...สรกตรัมมีกระท่อมของคนเผ่ากูยเมโล(มะหลั่ว) อยู่ ๑๐๐ กว่าหลัง..." ในขณะที่ปัจจุบันเป็นชุมชนหมู่บ้านชาวกูยขนาดใหญ่จนชาวกูยบริเวณนั้นเรียกว่า "เซาะผืด"  หรือบ้านใหญ่มีครอบครัวชาวกูยอาศัยอยู่ราว ๓๔๐ หลังคาเรือน แบ่งเขตการปกครองเป็น ๒ หมู่ คือ หมู่ ๑ และ หมู่ ๑๖ มีประชากรประมาณ ๒,๐๐๐ คน จากการบอกเล่าของชาวกูยบ้านตรึมสืบต่อกันมาว่า เดิมอาศัยอยู่บ้านกู่ อ.ปรางกู่ จ.ศรีสะเกษ อพยพมาอยู่ที่ปัจจุับันเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว
         บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านเรียกว่า "เนินโคกคราม" สภาพพื้นที่เป็นป่าทึบติดต่อกันกว้างใหญ่ มีหนองน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด เช่น เก้ง กวาง หมูป่า สุนัขจิ้งจอก สัตว์เลื้อยคลานประเภท เต่า ตะกวด และนกป่านานาชนิด เช่น นกกระสา นกเป็ดน้ำ เป็นต้น
         หมู่บ้านอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอศีขรภูมิ ห่างจากตัวอำเภอราว ๑๘ กิโลเมตร บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านเป็นพื้นที่สูงลาดไปทางทิศเหนือและทิศตะวันออก มีหนองน้ำธรรมชาติสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นบารายที่กักเก็บน้ำไว้อุปโภคบริโภคของชุมชน
         บริเวณที่เป็นเนินดินขนาดใหญ่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นอารยธรรมเก่าแก่ถูกฝังจมกองดินกระจัดกระจายจำนวนมากคือ ใบเสมาหินขนาดกว่าง ๘๐ เซนติเมตร สูงประมาณ ๑๓๐ เซนติเมตร หนา ๒๙ เซนติเมตร เสมาหินเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุสมัยทวารวดี ซึ่งชาวบ้านได้เคลื่อนย้ายมาตั้งกองรวมกันไว้ภายในวัด สันนิษฐานว่าเดิมน่าจะเป็นที่ใช้ปักแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ครั้นพระพุทธศาสนาแพร่เข้ามาจึงถูกดัดเเปลงให้เป็นเสมา ใช้ปักแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนา ภายหลังจึงถูกนำมาปักเป็นหลักบ้านทำหลังคาคลุมเป็นที่เซ่นสรวงบวงพลีกราบไหว้บูชาของชุมชนสืบต่อมา

ความคิดความเชื่อของชาวกูยบ้านตรึมในยุคโลกาภิวัฒน์
         ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ดั้งเดิมของหมู่บ้านเต็มไปด้วยป่าไม้และสัตว์ป่าชาวบ้านตรึมมีคติความเชื่อในการนับถือหมูป่าเป็น "อาหยะ"หรือหยะจั๊วะ   หรือผีประจำหมู่บ้าน เมื่อออกไปล่าสัตว์ได้หมูป่าและสัตว์อื่นๆ จะตัดหูมาไว้ที่บ้านเฒ่าจ้ำ คือ หัวหน้าหมู่บ้าน ต่อมาหมูป่าถูกล่าจนหมดป่า แล้วจึงเกิดภัยแล้งขึ้น ชาวบ้านจึงร่วมกันทำพิธีทรงเจ้าหาสาเหตุจึงรู้ว่าผีประจำหมู่บ้านไม่พอใจและหนีกลับไปปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นบ้านเดิม อยู่ในร่างตะกวด ชาวบ้านขณะนั้นจึงขอให้หัวหน้าหมู่บ้านไปรับตะกวดกลับมา
         นับตั้งแต่นั้นมา ชาวบ้านตรึมจึงนับถือตะกวดเป็นตัวแทนอาหยะ คือ ผีปู่ตา หรือผีประจำหมู่บ้าน ตะกวดจึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เสมือนบรรพบุรุษชาวบ้านตรึมไม่ทำร้ายและไม่กินตะกวด
         ชาวกูยบ้านตรึมยังใช้ลูกตะกวดที่เกิดในปลายฤดูหนาวมาใช้ในการเสี่ยงทาย ทำนายฝนฟ้าจากปล้องสีที่ห่างลูกตะกวด หากสีเหลืองเป็นปล้องยาวนั่นหมายความว่าในปีนั่นฝนฟ้าจะแล้ง
         อีกหนึ่งในคติความเชื่อของชาวกูยบ้านตรึม คือ "พิธีแกลมอ" เป็นพิธีที่สืบเนื่องจากความเชื่อว่า ชาวกูยทุกคนมีดวงวิญญาณของบรรพบุรุษคอยปกป้องคุ้มครอง ปกปักษ์รักษาอยู่ตลอดเวลา ในทุกๆปี ชาวกูยจะจัดให้มีพิธี "แกลมอ" เพื่อบูชาดวงวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างกำลังใจ ซึ่งพิธีแกลมอมีสาระสำคัญ ๓ ประการ คือ
         ๑) การบูชาดวงวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ
         ๒) ประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาผู้ป่วย เป็นการเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมาให้ความช่วยเหลือแนะนำผ่านเฒ่าจ้ำหรือคนทรงเพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วยและหาทางรักษาตามความเชื่อ
         ๓) การประกอบพิธีกรรมเพื่อเป็นการแก้บน หรือสักการะตอบแทนดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่ดลบันดาลให้ได้รับความสำเร็จตามคำขอของลูกหลาน
         ภายใต้กระแสยุคโลกาภิวัฒน์ พิธีกรรมแกลมอ เป็นพิธีกรรมที่ส่งผลให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขของคนในชุมชนโดยผู้นำประกอบพิธีกรรม หรือแม่หมอทำหน้าที่ในการอัญเชิญดวงวิญญาณประทับร่าง มี แคน กลอง เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะในการร่ายรำประกอบพิธีด้วยนางรำตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีเครื่องบวงสรวงเซ่นสังเวย ๑ ชุด  ประกอบด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ พานบายศรี ดอกไม้ธูปเทียน เงิน ทอง เหล้า บุหรี่ หมากพลู ชุดขันธ์ ๕ ดาบ ๑ เล่ม ไข่ไก่ ๑ ฟอง ข้าวสาร และเครื่องประกอบอื่นๆ
         พิธีกรรมเริ่มด้วยการอัญเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษเข้ามาประทับร่างแม่หมอ หรือคนทรง แม่หมอจะโยกสั่นไปทั้งร่าง จากนั้นลูกหลานที่เข้าร่วมพิธีผูกข้อมือให้แม่หมอพร้อมแจ้งความประสงค์ที่ได้อัญเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมาเข้าทรง จากนั้นแม่หมอหรือคนทรงจะดื่มกินเครื่องเซ่นสังเวย ก่อนจะลุกขึ้นฟ้อนรำไปรอบเครื่องสักการะ ผู้ร่วมอยู่ในพิธีก็มีอาการเข้าทรงตัวสั่นตามกัน จนคนที่อยู่ใกล้ๆ เอาได้มาผูกข้อมือรับ ผู้ที่มีอาการดังกล่าวก็จะลุกขึ้นฟ้อนรำเช่นเดียวกับแม่หมออย่างเอาจริงเอาจัง กินเวลานานข้ามวันข้ามคืน
แกลมอ กูยบ้านตรึม อ.ศรีขรภูมิ

บทสรุป
 ชุมชนชาวกูยบ้านตรึมเป็นชุมชนใหญ่มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ยาวนาน สืบทอดต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน สะท้อนความเป็นตัวตน อัตลักษณ์ วิถีชิวิตกลุ่มชาติพันธุ์กูย ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ รากเหง้าทางวัฒนธรรม ดำรงอยู่ภายใต้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ไม่มีความแตกแยกทางสังคม มั่นคงยั่งยืน สืบทอดวิถีชีวิตวัฒนธรรมแบบพอเพียง เป็นแบบอย่างในการดำรงอยู่ของสังคมประเทศชาติได้อย่างเหมาะสม มีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น เช่น ลาว เขมร จีน ไทย ยอมรับในกติกาทางสังคม สะท้อนออกจากพิธีกรรมการแกลมอ เคารพในธรรมชาติด้วยการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมของชุมชนให้สัตว์ประจำชุมชน ตลอดจนความสนใจใฝ่รู้ใฝ่เรียน ปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์ได้อย่างเหมาะสมเป็นแบบอย่างให้กับชุมชนอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง
ขอบคุณ;http://www.oknation.net/blog/surin-samosorn/2010/05/26/entry-1

Friday, December 23, 2011

เรียนภาษากูย(จำนวนนับ)

 จำนวนนับ
มูย   หนึ่ง
เบีย   สอง
ไป   สาม
ปอน  สี่
เซิง   ห้า
กาผัด   หก
กาโผล  เจ็ด
กาค๊วล  แปด
กาแข๊ะ  เก้า
กาเจ็ด  สิบ
เฉียว    ยี่สิบ
หมูยหรวย หนึ่งร้อย
เบียหรวย   สองร้อย
ไปหรวย     สามร้อย
ปอนหรวย  สี่ร้อย
เซิงหรวย    ห้าร้อย
กาผัดหรวย  หกร้อย
กาโผลหรวย  เจ็ดร้อย
กาแข๊ะหรวย  แปดร้อย
หมูยผัน        หนึ่งพัน

Thursday, December 22, 2011

ประเพณีและวัฒนธรรมกูย

 ประเพณีและวัฒนธรรมกูย
     ชาวกุยเป็นเผ่าพันธุ์ ที่รักอิสระและชอบการผจญภัย ตามที่มีผู้กล่าวว่า.. “กองกำลังสุรินทร์ในอดตีจะประกอบ ไปด้วยกำลังพลที่เป็นกูยสุรินทร์ เขมรสุรินทร์ และลาวสุรินทร์ ทั้งสามสายเลือดอาจมีความแตกต่างกันบ้านโดย พื้น ฐานทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์วิทยา แต่ความแตกต่างดังกล่าว กลับกลายเป็นความหลากหลายของความเป็น สุ รินทร์ มีทั้งความชอบเสี่ยงตายอย่างเขมร ชอบอาสาอย่างลาว และความรักอิสระอย่างกูย ผสมผสานเป็นวัฒนธรรม ทางจิตใจของชาวสุรินทร์ที่มีให้เห็นโดดเด่นอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์เสมอ มา”(จากสุรินทร์ แหล่งอารยธรรมโบราณ) 
แกลมอ

    บรรพบุรุษชาวสุรินทร์สายนี้ คือ ผู้นำวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับช้างเข้าสู่บริเวณลุ่มน้ำมูลตอนกลาง วัฒน ธรรมการเลี้ยงช้างเน้นคุณธรรมว่าด้วยการมีสัมมคารวะ การยึดมั่นใจข้อตกลงร่วมกัน การหลีกเลี่ยงพฤติกรรม สำส่อนทางเพศ ตลอดจนความเมตตาสงสารสัตว์ แม้จะดูว่าเต็มไปด้วยบทบัญญัติและข้อห้าม แต่ก็ล้วนเป็นข้อที่ ควรคำนึงถึงทั้งสิ้น ยึดเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ เป็นข้อห้ามเพื่อชีวิตและความอยู่รอด จึงไม่มีใครปฏิเสธหรือไม่เห็นคุณค่า วัฒนธรรมการเลี้ยงช้างอบรมให้คนสุรินทร์เป็นคนซื่อสัตย์ เสีย สละ รักเพื่อน รักธรรมชาติ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกินตัว สุรินทร์ไม่ได้มีเฉพาะชาวกูยเลี้ยงช้างเท่านั้น ในจำนวนประชากรชาวกูยด้วยกัน ชาวกูยที่เลี้ยงช้างมีสัดส่วน ไม่ถึงร้อยละ 10 นอกนั้นเป็นชาวกูยที่ทำนาทำสวน สตรีชาวกูยแทบจะไม่มีบทบาทในวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างเลย นอกจากการต้องถือ “ขะลำ” อย่างเคร่งครัดเวลาสามีออกป่าไปโพนช้างเท่านั้น ส่วนใหญ่จะมีทักษะอย่างสูงในการ ทอผ้าไหม เชื่อกันว่า สตรีชาวกูยแห่งเมืองสุรินทร์มีความสามารถในการทอผ้าไหมมัดหมี่ อย่างหาตัวจับยากทีเดียว ชายหรือเชิงผ้าซิ่นมัดหมี่อันปรมที่ขึ้นชื่อของชาวเขมรสุรินทร์ เป็นเพียงหนึ่งในหลายลายของผ้ามัดหมี่ของชาวกูย เท่านั้นเอง แต่เพราะวัฒนธรรมการครองชีวิตในสังคมกูยที่คลุกและแปดเปื้อนอยู่กับดิน ทำให้หญิงชาวกูยไม่นิยม แต่งตัวด้วยอาภรณ์และเครื่องประดับมีค่า 

แซนโฏนตา พิธีกรรมเซ่นไหว้ลำรึกบรรพบุรุษของชาวกูย,เขมร

แซนโฏนตา


ปัจจุบัน มีชาวกูยอาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ไม่น้อยกว่า 400หมู่บ้านโดยกระจายอยู่ในแทบจะทุกอำเภอ กล่าว ได้ว่าจังหวัดสุรินทร์เป็นถิ่นที่มีชาวกูยอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย และหากถือว่าชาวกูยเป็นชาติพันธุ์เก่าแก่ที่ สุดของโลกเผ่าหนึ่ง สุรินทร์ก็จะเป็นดินแดนที่มีชาติพันธุ์นี้อาศัยอยู่มากที่สุดในโลก 


(เรียบเรียงจาก “สุรินทร์” แหล่งอารยธรรมโบราณ” และ “สุรินทร์ มรดกทางวัฒนธรรมในประเทศไทย โดย ศรันย์ บุญประเสริฐ)

ที่ มา : “เสาวลักษณ์” . “ทำขวัญลูกช้าง” ศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ของ กุย – อะจีง . หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 23 กรกฎาคม 2543 หน้า 5

Thursday, December 8, 2011

หมู่บ้านกูย บ้านตากลาง หมู่บ้านช้างสุรินทร์

หมู่บ้านกูย บ้านตากลาง  หมู่บ้านช้างสุรินทร์
สุรินทร์ . . . ถิ่นช้างใหญ่
จังหวัดสุรินทร์ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ห่างจากกรุงเทพมหานคร ๔๕๐ กิโลเมตร มีพื้นที่ติดกับจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมีจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม - โอร์เสม็ด เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางท่องเที่ยว ติดต่อค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน
จังหวัดสุรินทร์ได้รับการสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์ว่า พื้นที่อันเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เดิมเคยมีชุมชนอาศัยอยู่เมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว ในสมัยที่พวกขอมเรืองอำนาจ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง พื้นที่แห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างไว้จนกลายเป็นป่าดงอยู่นาน จนกระทั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พ.ศ. ๒๒๖๐ ชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่า กวย หรือ กูย ซึ่งอาศัยอยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงไว้ใช้งานเป็นอย่างมาก ได้พากันอพยพข้ามลำน้ำโขงมาสู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขง โดยได้แยกย้ายกันไปตั้งชุมชนอยู่ที่บ้านเมืองลีง (อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์) บ้านโคกลำดวน (อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ) บ้านอัจจะปะนึ่ง (อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์) และบ้านกุดปะไท (อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์) โดยแต่ละบ้านจะมีหัวหน้าควบคุมอยู่ จนกระทั่งประมาณ ปี พ.ศ. ๒๓๐๐ บรรพบุรุษของชาวสุรินทร์ คือ เชียงปุม กับพวก ได้ใช้ภูมิปัญญาวิชาคชศาสตร์จับช้างเผือกแตกโรงจากกรุงศรีอยุธยา นำน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายคืนสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงได้รับบำเหน็จความชอบโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็น หลวงสุรินทรภักดี
ในปี พ.ศ. ๒๓๐๖ หลวงสุรินทรภักดี หรือ เชียงปุม หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้ เจ้าเมืองพิมาย กราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ จากสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ ๒ ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดี ได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปราน สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านคูประทายเป็นเมืองประทายสมันต์ และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทร์ภักดีเป็น พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง ให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง ในปี พ.ศ. ๒๓๒๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์ เป็น เมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองเมืองสุรินทร์
สุรินทร์


จังหวัดสุรินทร์มีความเป็นมาได้ก่อร่างสร้างเมืองเกี่ยวเนื่องกับช้าง เป็นจังหวัดที่มีช้างเลี้ยงมากที่สุดในประเทศไทย คนสุรินทร์เลี้ยงช้างเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของครอบครัว จึงมีวิถีชีวิต มีความผูกพันระหว่างคนกับช้าง ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงช้างในจังหวัดอื่น ๆ ช้างเป็นสัตว์ที่เป็นมงคล เฉลียวฉลาด ชื่อสัตย์ อดทน กล้าหาญ ในอดีตช้างเคยเป็นพาหนะของพระมหากษัตริย์ในการทำศึกสงคราม ในปัจจุบันช้างเป็นสัตว์ที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ช้างเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทยจังหวัดสุรินทร์เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป ของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศในนาม “สุรินทร์ เมืองช้าง” มีงานแสดงช้างสุรินทร์เป็นงานประจำปีของชาติ มีหมู่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ตั้งอยู่ใกล้ที่ราบริมฝั่งแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าละเมาะสลับป่าโปร่ง เหมาะแก่การเลี้ยงช้าง และเป็นที่อาศัยของกลุ่มผู้เลี้ยงช้าง ที่เรียกตัวเองว่า “กวย” หรือ “กูย” ซึ่งมีความชำนาญในการจับช้าง ฝึกหัดช้าง และเลี้ยงช้างมาแต่ดั้งเดิม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษจนกระทั่งปัจจุบัน จนเป็นที่รู้จักในนาม “หมู่บ้านช้าง” ในอาณาบริเวณเขตตำบลกระโพมีช้างรวมกันอยู่ประมาณ ๓๐๐ เชือก


บ้านตากลาง...ถิ่นช้างเมืองสุรินทร์
หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ ประมาณ ๕๘ กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๔ เส้นทางสายสุรินทร์ – ร้อยเอ็ด เลี้ยวซ้ายเมื่อถึง กม. ๓๖ เข้าปากทางบ้านกระโพ ลึกเข้าไปตามถนนลาดยางบนที่ราบใกล้แม่น้ำมูล และลำห้วยน้ำชี ระยะทางประมาณ ๒๒ กิโลเมตร ก็จะถึงเขตหมู่บ้านช้าง พื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้านช้างส่วนใหญ่จะเป็นที่นาและป่าละเมาะสลับกลับป่าโป่ง อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ทิศตะวันออกของหมู่บ้านเป็นป่าดงดิบสายทอ ทิศตะวันตกเป็นป่าดงดิบภูดิน ทิศเหนือของหมู่บ้านมีแม่น้ำ ๒ สายไหลมาบรรจบกัน สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง บริเวณนี้จึงเหมาะสมกับการเลี้ยงช้างอย่างที่สุด

ชาวกวยเป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีมายาวนาน รักสงบ รักอิสระ มีความสามัคคี เป็นคนมีระเบียบวินัย มีเอกภาพในสังคม มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน คือความอลังการอันน่าอัศจรรย์ ผสมผสานระหว่างคนกับช้าง

ก่อนปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ชาวกวยที่นี่จะมีอาชีพหลักคือ จับช้างป่ามาฝึกหัดไว้ใช้งาน ส่วนการทำนาจะทำเป็นอาชีพรอง คือทำเพียงแค่พออยู่พอกิน ในอดีตชาวกวยจะออกไปจับช้างปีละ ๒ – ๓ ครั้ง ๆ ละ ๒ – ๓ เดือน ซึ่งส่วนมากมักจะเดินทางไปจับในดินแดนราชอาณาจักรกัมพูชา

หลังจากปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ประเทศกัมพูชาและลาวได้ปิดพรมแดนลง ชาวกวยที่มี่อาชีพหลักคือ การจับช้างป่า ไม่สามารถไปจับช้างป่าเหมือนในอดีตได้ ก็หันมาทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา และเลี้ยงช้างอยู่ในชุมชนอย่างมีความสุข ช้างและคนได้อยู่ด้วยกันฉันพี่น้อง มีความผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น การเลี้ยงช้างของชาวบ้านบ้านตากลางเป็นการเลี้ยงในลักษณะที่ช้างเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของครอบครัว เป็นมรดกตกทอดให้ลูกหลาน คนกับช้างมีความรักใคร่ผูกพันรู้จิตใจกันดังญาติสนิท แตกต่างจากการเลี้ยงช้างที่อื่นซึ่งเป็นเพื่อการค้าและการท่องเที่ยว ช้างบ้านตากลางเป็นช้างบ้านที่เชื่อง นอนร่วมชายคาเรือนเดียวกันกับคน

ปัจจุบันแม้ชาวบ้านตากลางจะไม่ไปจับช้างแล้ว แต่ยังมีหมอช้างที่สืบทอดภูมิปัญญาวิชาคชศาสตร์อยู่ ผู้ที่ต้องการศึกษา เรียนรู้ ท่องเที่ยว สามารถพบปะพูดคุยกับหมอช้างที่มีประสบการณ์ ในการจับช้างมาแล้วหลายครั้งได้ตลอดเวลา ชีวิตของหมอช้างเป็นชีวิตที่ต้องมีความกล้าหาญอย่างยิ่ง ชาวบ้านตากลางเป็นผู้มีความสงบเสงี่ยมสำรวม พูดน้อย ถ้าได้สนทนาด้วยแล้วจะทราบว่าเขาคือนักต่อสู้ผู้ยิ่งใหญ่ นอกจากนี้ บ้านตากลางยังเป็นสถานที่ฝึกช้างสำหรับแสดงในงานแสดงช้างของจังหวัดสุรินทร์เป็นประจำทุกปี และบ้านตากลางยังเป็นที่ตั้งของ “ศูนย์คชศึกษา” พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับช้าง ภายใต้ศูนย์มีนิทรรศการประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการคล้องช้าง เช่น ทำจากเชือกประกำ เชือกคล้องช้างที่ทำจากหนังควาย ฯลฯ เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ และช่วงที่น่าไปเยี่ยมหมู่บ้านช้างมากที่สุดคือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคมเพราะควาญช้างจะกลับมาเก็บเกี่ยวข้าว และนำช้างมาร่วมงานแสดงของจังหวัด ซึ่งจะมีช้างกลับมาอยู่บ้านเป็นจำนวนมาก



Wednesday, December 7, 2011

บทบาทของพิธีแก็ลมอ

บทบาทของพิธีแก็ลมอ
บทบาทของพิธีแก็ลมอ แบ่งได้เป็น 2 ระดับคือระดับปัจเจกบุคคลและระดับชุมชน และสามารถแบ่งการประกอบพิธีกรรมออกเป็น 2 ลักษณะคือ ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมจะประกอบไปด้วยสมาชิกกลุ่มผีมอด้วยกันเท่านั้นและความสนุกสนานรื่นเริงเป็นการร่วมกันทั้งหมดโดยอาศัยแคนเป็นเครื่องดนตรีหลัก ในพิธีแก็ลมอยังมีการตีความระบบสัญลักษณ์ที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตในด้านการประกอบอาชีพ ถึงแม้วัฒนธรรมเมืองจะมีบทบาทต่อคนรุ่นใหม่แต่ พิธีแก็ลมอยังคงบทบาทสำคัญต่อระบบความเชื่อของกลุ่มชนชาวกูยอย่างสืบเนื่อง เห็นได้จากการการประกอบพิธีกรรมที่ปรากฏอยู่ จึงเสมือนภาพสะท้อนที่ต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน


The roles of the ritual are divided into two levels: individual and community. The ritual is also divided into two parts. The first is the formality of the ritual and only members of the same Mor Spirit group are allowed to participate. The second is the joy and entertainment of all community members and the Khaen woodwind instrument is used. Furthermore, the ritual can be symbolically interpreted as the prosperity of their livelihood. Although urban culture has a significant influence on young generation, the ritual is still significant to the belief system of Kui Ethniccommunity. It has been practiced until the present day, connecting the past to the present.
ขอบคุณ:http://www.sac.or.th/

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites